ลงทะเบียน

IACC เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าโดยให้ส่วนลดในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้นโดยเปิดให้ลงทะเบียนแล้วี้

จดหมายข่าว

สมัครเพื่อรับข่าวสารใหม่ๆ

ชื่อ

อีเมล์

IACC

Speakers

Who to expect in Bangkok?

การประชุมในรูปการประชุมเต็มคณะ (plenary session) ของการประชุมนานาชาติด้านการต่อต้านการทุจริต จะนำผู้ฟังเข้าสู่การสนทนาด้านการวิเคราะห์และการอภิปรายอย่างมีส่วนร่วม เกี่ยวกับการท้าทายของโลกในปัจจุบัน ผู้นำระดับโลกและผู้เชี่ยวชาญจะมาร่วมประชุมในรูปของการประชุมแบบเต็มคณะเพื่อสนทนาอภิปราย และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่อนาคตที่ยังยืนสำหรับทุกคน

วิทยากรผู้จะมาสร้างแรงบรรดาลใจประกอบด้วย

นายแพทริค แอลเลย์

IACC

นายแพทริค แอลเลย์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้อำนวยการองค์การโกลบอลวิทเนส (Global Witness) ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นด้านการด้านการป้องกันความขัดแย้งและการทุจริตจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ นายแอลเลย์ มุ่งเน้นในเรื่องการแก้ปัญหาการค้าซึ่งมีความขัดแย้งจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร (การค้าทรัพยากรธรรมชาติสามารถเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางแหล่งเงินทุนได้อย่างถาวร)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายแอลเลย์ ทำงานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก สาธารณรัฐไลบีเรีย สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ และยังเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านอุตสาหกรรมการตัดไม้ นายแอลเลย์ได้มีส่วนร่วมในการสืบสวนสอบสวนนอกสถานที่มากกว่า 50 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และยุโรป

พอล คอลลิเอร์

IACC

พอล คอลลิเอร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่มีชื่อเสียงระดับโลก หนังสือขายดีของเขาในปี 2007 ที่ชื่อ The Bottom Billion ถือว่าเป็นหนังสือที่ท้าทาย เรียกร้องให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม โดยพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่กำลังพัฒนา อาจารย์คอลลิเอร์ตั้งคำถามในหนังสือเล่มนี้ว่าทำไมประเทศที่ยากจนจึงยังคงไม่สามารถพัฒนาตนเองแม้จะได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติและความช่วยเหลือทางการเงินแล้วก็ตาม

คอลลิเอร์เป็นอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์แอฟริกัน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเป็นอาจารย์ของเซนต์แอนโทนี่คอลเลจ ตามที่กล่าวไว้ในเว็บไซต์ของคอลลิเอร์ งานของเขาเน้นที่ “ต้นเหตุและผลของสงครามกลางเมือง ผลลัพธ์ของความช่วยเหลือ และปัญหาของประชาธิปไตยในสังคมที่มีรายได้น้อยและสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ” งานเขียนชิ้นล่าสุดของเขาคือ Wars, Guns & Votes: Democracy in Dangerous Places พูดถึงความยากจนและความรุนแรงในประเทศที่ยากจนที่สุดและเล็กที่สุดในโลก หนังสือพิมพ์ The New York Times, The Guardian และ The Economist และสื่อต่าง ๆ กล่าวชื่นชมงานเขียนของเขา งานเล่มใหม่ของกิททองโกที่ชื่อ The Plundered Planet: Why We Must and How We Can Manage Nurture for Global Prosperity คาดว่าจะวางแผงในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมปีนี้

ศ.ดร. ปีเตอร์ ไอเจน

IACC

เป็นทนายความผู้ซึ่งทำงานอยู่ในแวดวงการพัฒนาธุรกิจมาเป็นเวลา 25 ปี โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการของธนาคารโลกในภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2531 ถึงพ.ศ. 2534 ดร. ไอเจนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกของธนาคารโลก นอกจากนี้ ดร.ไอเจนยังให้การสนับสนุนด้านกฎหมายและเทคนิคให้กับรัฐบาลของประเทศบอสวาน่าและนามิเบีย ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิฟอร์ดอีกด้วย

ในปีพ.ศ. 2536 ดร. ไอเจนได้ก่อตั้งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International – TI) ขึ้น ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการพัฒนาระดับนานาชาติ ดร.ไอเจนได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติระหว่างปีพ.ศ. 2536 ถึงพ.ศ. 2548 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาขององค์กร(Chair of the Advisory Council)

ในปีพ.ศ. 2548 ดร. ไอเจนดำรงตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มที่ปรึกษาสากลให้กับโครงการเพื่อความโปร่งใสในการทำอุตสาหกรรมขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ (Extractive Industries Transparency Initiative – EITI) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานของ EITI ในปีพ.ศ. 2549 ต่อมาในปีพ.ศ. 2550 ดร. ไอเจนได้ก่อตั้งศูนย์ประชาสังคมเบอร์ลิน (Berlin Civil Society Center) ขึ้นและได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารของศูนย์ฯ

ดร. ไอเจนสอนกฎหมายและรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งในกรุงแฟรงค์เฟิร์ต เมน, วิทยาลัยรัฐศาสตร์จอห์น เอฟ. เคเนดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์, มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และวิทยาลัยแห่งยุโรป วิทยาเขตบรูจส์ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 ดร.ไอเจนได้รับการยกย่องให้เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์และสอนด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเสรีแห่งเบอร์ลิน (Freie Universität, Berlin) ในปีพ.ศ. 2543 ดร.ไอเจนได้รับการเสนอปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Open University, สหราชอาณาจักร และต่อมาในปีพ.ศ. 2547 ได้รับรางวัลรีดเดอร์ ไดเจสท์ สาขา “ชาวยุโรปแห่งปี ประจำปี 2547” และรางวัลกุสตาฟ ไฮน์แมน

ในปีพ.ศ. 2550 ดร.ไอเจนเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารองค์กรเอกชนคาบิสซ่า (Kabissa) ซึ่งให้การสนับสนุนการสร้างศักยภาพขององค์กรเอกชนในแอฟริกา และศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล (Center for International Environmental Law – CIEL) ซึ่งให้การสนับสนุนด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ในปีพ.ศ. 2550 ดร.ไอเจนเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการเพื่อความก้าวหน้าของแอฟริกา (Africa Progress Panel – APP) ซึ่งก่อตั้งโดยนายโคฟี่ อันนัน ในปี 2552 ดร.ไอเจนได้ร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสนับสนุนด้านกฎหมายแห่งแอฟริกา (African Legal Support Facility) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารเพื่อการพัฒนาทวีปแห่งแอฟริกา (African Development Bank)

ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ แกเรธ อีวานส์

IACC

ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ของ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2553) และเป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ ของ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2552) และดำรงตำแหน่งประธานร่วมของคณะกรรมาธิการไม่แพร่ขยายและลดอาวุธนิวเคลียร์นานาชาติ (International Commission on Nuclear Non-Proliferation and Disarmament) (ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551) นอกจากนี้ นายอีวานส์ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกิตติมศักดิ์ให้กับองค์กรวิกฤติสากล(International Crisis Group) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเพื่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลล์ ซึ่งนายอีวานส์เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานและผู้อำนวยการบริหารขององค์กรตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2543 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2552

นายอีวานส์คือหนึ่งในรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด โดยมีผลงานที่ทำให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลจากบทบาทในการพัฒนาแผนสันติภาพของสหประชาชาติ (UN) ในประเทศกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดบทสรุปกฎอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention) ในระดับนานาชาติ การก่อตั้งองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation : APEC) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum : ARF) และการริเริ่มก่อตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์แห่งแคนเบอร์ร่า (Canberra Commission on the Elimination of Nuclear Weapons).

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 สถาบันแฟรงคลินและเอลีนอร์ รูสเวลท์ / มูลนิธิรูสเวลท์ ได้ประกาศว่านายอีวานส์เป็นผู้ได้รับรางวัลโฟร์ฟรีดอมส์ (Four Freedoms Award) ในสาขาอิสรภาพจากความกลัว (Freedom from Fear) จากผลงานของนายอีวานส์ในการบุกเบิกการทำงานตามแนวคิดความรับผิดชอบต่อการปกป้อง และการอุทิศตนในการทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้ง การควบคุมและปลดอาวุธ นายอีวานส์ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติแห่งประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2533 เขาได้รับรางวัลสันติภาพแอนแซค (ANZAC Peace Prize) ในปี พ.ศ. 2537 จากผลงานในประเทศกัมพูชา ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ออฟฟิซเซอร์ ออฟ เดอะ ออร์เดอร์ ออฟ ออสเตรเลีย (AO) ในปี พ.ศ. 2544 และได้รับปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นในปี พ.ศ. 2545 มหาวิทยาลัยคาร์ลตันในปี พ.ศ.2548 และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในปี พ.ศ. 2551 ในปี พ.ศ. 2538 นายอีวานส์ได้รับรางวัลกรอว์เมเยอร์ (Grawemeyer Prize) พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 150,000 เหรียญสหรัฐ สาขาแนวความคิดเพื่อปรับปรุงความมีระเบียบของโลก จากบทความนโยบายการต่างประเทศของเขาในหัวข้อ “ความร่วมมือด้านความปลอดภัยและความขัดแย้งภายในรัฐ” ในปี พ.ศ. 2538 รางวัลระดับนานาชาติอีกรางวัลหนึ่งซึ่งเขาได้รับคือ รางวัล ออร์เดอร์ ออฟ เมอริท (แกรนด์ครอส) แห่งประเทศชิลีในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับจากผลงานการริเริ่มก่อตั้ง Asia Pacific Economic Cooperation (APEC) หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาดูหน้าชีวประวัติในเว็บไซต์ของนายอีวานส์ ที่นี่.

จอห์น กิททองโก

IACC

จอห์น กิททองโก มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการทุจริตในระดับโลก เขาเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเป็นผู้นำและความกล้าหาญของเขาที่จะเปิดโปงการทุจริตคอรัปชั่นในเคนยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการที่เขาเปิดโปงการสมรู้ร่วมคิดและทุจริตของรัฐมนตรีระดับสูง 3 นาย รวมทั้งรองประธานาธิบดีเคนยาในคดีอื้อฉาวที่เกี่ยวกับการเช่าซื้อแองโกล

หลังจากเป็นผู้นำและทำงานอย่างเข้มแข็งในฐานะสื่อและตัวแทนภาคประชาสังคม กิททองโกเข้ารับหน้าที่เป็นเลขานุการถาวรว่าด้วยจริยธรรมและธรรมาภิบาล ให้กับสำนักงานของประธานาธิบดี โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำในการต่อต้านการทุจริตในเคนยาประมาณ 18 เดือน ซึ่งความสำเร็จของเขาสร้างความผิดหวังอย่างมากให้กับหลายคนในรัฐบาลของเคนยาตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับบน เนื่องจากมีการกล่าวเป็นนัยว่ากิททองโกไม่ควรทำงานของตนให้ดีจนเกินไป ดังนั้น ความสำเร็จของเขาในการเปิดโปงการทุจริตในเคนยาจึงส่งผลให้เขาต้องหนีไปอยู่ที่อังกฤษในปี 2005 และที่อังกฤษนี้เองที่กิททองโกสามารถเขียนรายงานเปิดโปงคดีอื้อฉาวกรณีการเช่าซื้อแองโกลทั้งหมดได้สำเร็จ

นับจากเหตุการณ์นั้น กิททองโกได้ทำงานอีกหลายบทบาท เขาเป็นสมาชิกอาวุโสของห้องคอมมอนรูมแห่งเซ็นต์แอนโทนี่คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของ Global Advocacy for World Vision International และเป็นกรรมการในคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเคนยา หากต้องการอ่านประวัติและชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันของกิททองโก ขอแนะนำให้อ่าน Its Our Time to Eat: The Story of Kenya Whistleblower ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดยมิเชลลา วอง

อโศก คอสลา

IACC

เป็นประธานของคลับแห่งโรม (Club of Rome) และเป็นสมาชิกขององค์กรบริหารในองค์กรหลากหลายแห่ง ได้แก่ การประชุมเศรษฐกิจโลกในเมืองดาวอส สหภาพนานาชาติว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (International Union of Conservation of Nature: IUCN) องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature:WWF) สถาบัน IISDสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม สถาบันWETV และองค์กรของประเทศอินเดียและองค์กรระดับนานาชาติอีกมากมาย ในอดีต นายคอสลาเคยดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะกรรมาธิการบรุนดท์แลนด์ (Brundtland Commission) และประธานในเวทีเสวนาองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO Forum) ในการประชุมสุดยอดโลก ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี พ.ศ. 2535

ปัจจุบัน นายคอสลาดำรงตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มทางเลือกเพื่อการพัฒนา (Development Alternatives Group) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศอินเดียโดยมีพันธกิจคือการสร้างสรรค์เทคโนโลยี ธุรกิจ และตลาด เพื่อก่อให้เกิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (Sustainable livelihood) ในวงกว้าง ก่อนหน้านี้ นายคอสลาเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐบาลประเทศอินเดีย และผู้อำนวยการ หน่วยงาน Infoterra ในโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ เขาเคยเป็นสมาชิกของคณะผู้บริหารในรัฐบาล วงการอุตสาหกรรม และองค์กรพัฒนาเอกชน หลายแห่งในประเทศอินเดีย รวมถึง คณะที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยแห่งชาติ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของคณะรัฐมนตรี และสภาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

นายคอสลาได้รับรางวัลสตอกโฮล์ม ชาเลนจ์ ในปี พ.ศ.2545 รางวัลสิ่งแวดล้อมซาซากาว่าจากสหประชาชาติ (UN Sasakawa Environment Prize) ในปี พ.ศ. 2545 และรางวัลผู้ประกอบธุรกิจเพื่อสังคมดีเด่นจากมูลนิธิชวับ (Schwab Foundation) ในปี พ.ศ.2547 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์www.khosla.in.

นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ

IACC

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานและประธานคณะกรรมการผู้บริหารของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) Board of Directors ก่อนร่วมงานกับ Asian Development Bank (ADB) นายคุโรดะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพิเศษให้กับคณะรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยที่นายจุนอิชิโร่ โคอิซูมิเป็นนายกรัฐมนตรี และยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับปริญญาโทในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮิโตทสึบาชิ ในกรุงโตเกียว

ในช่วงอายุการทำงานที่ยาวนานเกือบสี่ทศวรรษ นายคุโรดะเคยเป็นตัวแทนของกระทรวงการคลังในการประชุมด้านการเงินระดับโลกหลายครั้ง เช่น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายการต่างประเทศ ระหว่างการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานต่างประเทศและผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี พ.ศ. 2540 ถึง พ.ศ. 2546 นายคุโรดะได้ช่วยออกแบบและนำโครงการมิยาซาว่า ที่มีมูลค่าถึง 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นแผนตอบรับของญี่ปุ่นที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจของเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 – พ.ศ. 2541

ภายใต้การนำของนายคุโรดะ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียโดยได้ริเริ่มให้ก่อตั้งโครงการเชียงใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นเครือข่ายข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตราที่ออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอีกครั้ง นายคุโรดะได้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับนโยบายด้านการเงิน อัตราการแลกเปลี่ยน เงื่อนไขนโยบายการคลังระหว่างประเทศ การเก็บภาษีระหว่างประเทศ และการเจรจาระหว่างประเทศ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประธานคุโรดะ กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Asian Development Bank (ADB) ที่นี่.

คาริน ลิซซาเคอร์ส

IACC

คาริน ลิซซาเคอร์ส เป็นผู้อำนวยการสถาบัน Revenue Watch Institute เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในรัฐบาลสหรัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัย (Think Tank) หลายแห่ง ลิซซาเคอร์สเป็นกรรมการบริหารของสหรัฐในคณะกรรมการกองทุนการเงินระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 1993-2001 โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของกองทุนในช่วงที่เกิดความวุ่นวายในตลาดระหว่างประเทศ และในช่วงที่มีการรณรงค์ซึ่งนำโดยสหรัฐให้ออกแบบโครงสร้างการเงินระหว่างประเทศใหม่รวมทั้งปฏิรูปกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เธอมีส่วนในการเปิดเผยนโยบายและแนวปฏิบัติของกองทุนให้สาธารณชนได้ตรวจสอบด้วย

ลิซซาเคอร์เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวางแผนนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และเป็นผู้อำนวยการของคณะอนุกรรมการนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐว่าด้วยวิเทศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้

ลิซซาเคอร์สอนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียมาหลายปี โดยสอนวิชาตลาดการเงินระหว่างประเทศ ระเบียบและนโยบายรัฐ รวมทั้งเป็นหัวหน้าโครงการการศึกษาด้านการธนาคารและธุรกิจระหว่างประเทศของโครงการมหาบัณฑิตหลักสูตรกิจการระหว่างประเทศและรัฐ งานวิจัยและงานเขียนเน้นความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ เธอยังเป็นนักวิชาการอาวุโสของกองทุนคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ และนักวิจัยให้กับกุนนาร์ ไมดาล นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล

ลิซซาเคอร์ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรรวมทั้งเข้าร่วมในการประชุมเรื่องนโยบายรัฐ ธุรกิจและการประชุมเชิงวิชาการ บ่อยครั้ง เธอยังได้เขียนหนังสือชื่อ Banks, Borrowers and the Establishment (สำนักพิมพ์เบสิคบุ๊ค 1991) ซึ่งพูดถึงวิกฤติหนี้ระหว่างประเทศในทศวรรษ 1980 นอกจากนี้ บทความของเธอยังได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Foreign Policy, the Journal of International Affairs, หนังสือพิมพ์ The New York Times, The Washington Post และอื่น ๆ เธอเป็นสมาชิกสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เธอแต่งงานแล้วและมีบุตร 2 คน

นายคุนิโอะ มิคุริยะ

IACC

ก่อนมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การศุลกากรโลก (WCO) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2552 นายคุนิโอะ มิคุริยะ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการองค์การศุลกากรโลกมาเป็นเวลา 7 ปี ด้วยตำแหน่งนี้เอง เขาได้นำความพยายามด้านการประสานงานเพื่อการทำงานร่วมกันขององค์การศุลกากรโลกกับองค์กรนานาชาติต่างๆ เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสนับสนุนการเจรจาการค้าพหุพาคีรอบโดฮา ซึ่งถือเป็นวาระแห่งการพัฒนา (the Doha Development Agenda) และธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาอื่นๆ เพื่อร่วมประสานงานด้านการปฎิรูปภาษีศุลกากร และร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาหุ้นส่วนทางธุรกิจกับศุลกากรเพื่อสนับสนุนการค้าแบบโปร่งใส่ หน้าที่ของเขาในปัจจุบันคือการรักษาปกป้องและอำนวยความสะดวกการค้าโลกด้วยการสร้างมาตรฐานต่างๆ แบ่งปันวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และจัดหาความช่วยเหลือสำหรับการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรด้านการศุลกากร เขายังเป็นบุคคลสำคัญในการต่อสู้ต่อต้านการทุจริตทางด้านศุลกากรเพื่อเป็นแบบอย่างของการสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ

ก่อนจะมาร่วมงานกับองค์การศุลกากรโลก นายมิคุริยะ ทำงานให้กับกระทรวงการคลังของประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 25 ปี ระหว่างที่ทำงานกับกระทรวงการคลังฯ เขาได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงมากมาย ซึ่งทำให้เขามีประสบการณ์ และความรู้อย่างกว้างขวาง ในด้านการศุลกากร การค้า การพัฒนา งบประมาณ และนโยบายทางการเงิน เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการปราบปรามซึ่งเขาได้นำความพยายามด้านการต่อสู้การค้าของเถื่อน จากนั้นจึงได้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านการวิจัยและการต่างประเทศ ซึ่งปูทางไปสู่บทสรุปของข้อตกลงทางการค้าส่วนภูมิภาคฉบับแรกของญี่ปุ่น ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาในสำนักงานภาษีศุลกากร นอกจากนี้เขายังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเพื่อประสานงานด้านการกำหนดระดับค่าตอบแทนสำหรับบุคลากรภาครัฐทั้งหมด และเป็นที่ปรึกษาด้านงบประมาณสำหรับการต่างประเทศ การช่วยเหลือทางราชการ การค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ในสำนักงบประมาณ นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะทำงานญี่ปุ่นในองค์การการค้าโลก ณ กรุงเจนีวา และเข้าร่วมในการเจรจาการค้าพหุภาคีของ GATT รอบอุรุกวัย (the GATT Uruguay Round trade negotiations) ด้วย

นูฮู ริบาดู

IACC

เป็นนักวิชาการแลกเปลี่ยนที่ศูนย์เพื่อการพัฒนาโลก (Center for Global Development : CGD) เขาเริ่มทำงานที่ศูนย์ฯตั้งแต่เดือนเมษายน ปี พ.ศ.2552 โดยมีหน้าที่จัดทำบทเรียนจากประสบการณ์ของเขาในการต่อต้านการคอรัปชั่นทั่วโลก และได้เสนอความคิดใหม่ๆ ต่อบทบาทของสถาบันนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ก่อนมาร่วมงานกับ CDG นายริบาดู มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและอาชญากรรมการเงินของประเทศไนจีเรีย (Nigeria’s Economic and Financial Crimes Commission : EFCC)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2550 เขาทำงานเป็นคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและการต่อต้านการคอรัปชั่นหลายชุด และเป็นสมาชิกสำคัญของทีมบริหารเศรษฐกิจของไนจีเรีย ซึ่งผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภาครัฐในวงกว้าง นายนูฮูได้รับรางวัล จิต กิล เมโมเรียล (Jit Gill Memorial Award) จากธนาคารโลก ด้านการบริการสังคมดีเด่น เพื่อเป็นการยกย่องความพยายามของเขา ก่อนเข้าร่วมเป็นผู้นำของ EFCC นายริบาดูรับราชการตำรวจในประเทศไนจีเรียเป็นเวลา 18 ปี นายริบาดูเป็นทนายความและได้รับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยอามาดู เบลโล ประเทศไนจีเรีย ปัจจุบันนี้ นายริบาดูยังเป็นนักวิชาการอาวุโสที่วิทยาลัย เซนต์ แอนโธนี่ มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษอีกด้วย

แดฟนีย์ ไวแชม

IACC

เป็นนักวิชาการและสมาชิกของสถาบันนโยบายศึกษา และเป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการร่วมของเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานและเศรษฐกิจ (Sustainable Energy & Economy Network : SEEN) ซึ่งเป็นโครงการของ Intstitute for Policy Studies: IPS และเป็นผู้ก่อตั้งและรับตำแหน่งพิธีกรร่วมของรายการวิทยุ เอิร์ธบีท เรดิโอ ซึ่งออกอากาศทาง WPFW 89.3 FM ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.และถ่ายทอดสัญญาณไปยังสถานีต่างๆทั่วประเทศ โครงการ SEEN ได้ริเริ่มทำการวิจัยซึ่งโครงการดังกล่าวได้เพิ่มความสนใจในเรื่องอัตราส่วนการลงทุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของสถาบันการเงินนานาชาติ และธนาคารโลก ผลการศึกษานี้ถูกแปลเป็นหลายภาษา และก่อให้เกิดความต้องการการปฏิรูปจากสมาชิกรัฐสภาและวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา การพิจารณาคดีในวุฒิสภาประเทศอิตาลีและรัฐสภาของเนเธอร์แลนด์ นายกรัฐมนตรีอิตาลีและรองประธานาธิบดีอัล กอร์ เรียกร้องให้มีการปฏิรูป นอกจากนี้ โครงการ SEEN ยังได้จัดทำโครงการระดับนานาชาติในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งทำให้นายเจมส์ วูลเฟนสัน ประธานธนาคารโลก ออกมาเรียกร้องให้มีการศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการขุดเจาะทรัพยากรธรรมชาติ (Extractive Industry : EIR) ในปี พ.ศ. 2544 ทั้งนี้ EIR ได้เรียกร้องให้ธนาคารโลกถอนตัวจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทันที และเริ่มดำเนินการเกี่ยวกับพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่

นางไวแชม มีตำแหน่งเป็นนักวิชาการที่สถาบันทรานส์เนชั่นแนล (Transnational Institute) ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเป็นอดีตบรรณาธิการบริหารของนิตยสารกรีนพีซ และสมาชิกของศูนย์การทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวน (Center for Investigative Reporting) นางไวแชม คือนักเขียนซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของUPI เธอเป็นที่ปรึกษาขององค์กรบริการข้อมูลและแหล่งที่มานิวเคลียร์ (Nuclear Information and Resource Service) นอกจากนี้เธอยังมีตำแหน่งเป็นสมาชิกอาวุโสของเซียร์ร่าคลับ (Sierra Club) และสมาชิกกลุ่มเดอร์แบนเพื่อความยุติธรรมทางภูมิอากาศ (Durban Group for Climate Justice) บทวิเคราะห์และบทวิจารณ์ของแดฟนีย์ถูกนำไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์, วอลล์สตรีท เจอนัล, วอชิงตัน โพสท์, การ์เดี้ยน, ไฟแนนเชียล ไทมส์ และBBC, NPR รวมถึง มาร์เก็ตเพลส เป็นต้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.ips-dc.org/staff/daphne

Print This Page Print This Page